วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลำดับขั้นตอนพิธีการแต่งงาน



สำหรับลำดับขั้นตอนพิธี การแต่งงาน ส่วนใหญ่จะเริ่มตามฤกษ์ยามงามดีของแต่ละคู่ โดยช่วงเช้าจะเป็นช่วงของการจัดพิธีทางศาสนาพุทธ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นจะเป็นพิธีแห่ขันหมาก ซึ่งมักจะเริ่มในเวลา 09.19 น. หรือ ตามฤกษ์ยามงามดีของแต่ละคู่ ซึ่งถือเป็นเลขที่เป็นมงคลที่สุดในการเริ่ม พิธีการแต่งงาน ที่บ่าวสาวหลายคู่เลือกใช้กัน โดยมีขั้นตอนของพิธีการแต่งงาน 8 ขั้นตอน ดังนี้
  • ขั้นตอนที่ 1  พิธีสงฆ์
  • ขั้นตอนที่ 2  พิธีการตั้งขบวนแห่ขันหมาก แห่ขันหมาก รับขันหมาก
  • ขั้นตอนที่ 3  พิธีกั้นประตู
  • ขั้นตอนที่ 4  พิธีสู่ขอและพิธีนับสินสอด
  • ขั้นตอนที่ 5  พิธีสวมแหวนหมั้น
  • ขั้นตอนที่ 6  พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร
  • ขั้นตอนที่ 7  พิธีรับไหว้
  • ขั้นตอนที่ 8  พิธีส่งตัวเข้าหอ พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน หรือ พิธีปูที่นอน
อย่างไรก็ตาม พิธีเหล่านี้เป็นเพียงความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมา เพื่อความเป็นสิริมงคลของตัวคู่บ่าวสาวเท่านั้น การใช้ชีวิตคู่จำเป็นจะต้องมีอีกหลายสิ่งที่ควรยึดมั่นทั้งความซื่อสัตย์ ความเข้าใจ รวมถึงการให้อภัย ที่จะทำให้ชีวิตคู่ของคุณกลายเป็นครอบครัวที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่:  goo.gl/MhGac7

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฤกษ์ยาม เกี่ยวกับการแต่งงานไทย


คนไทยเป็นชนชาติหนึ่งที่เชื่อถือเกี่ยวกับเรื่อง ฤกษ์ยาม เคล็ดลาง มาตั้งแต่สมัยโบราณ  โดยเฉพาะการทำพิธีอันเป็นมงคลต่างๆ เช่น การแต่งงาน จะต้องดูฤกษ์ยามกันตั้งแต่ วันที่ส่งเฒ่าแก่ไปเจรจาสู่ขอ วันหมั้น วันทำพิธีมงคลสมรส รวมถึงฤกษ์ยามในการปลูกเรือนหอ ส่งตัวเจ้าสาวและฤกษ์เรียงหมอน ดังจะกล่าวถึงต่อไป

เกี่ยวกับฤกษ์ยามนั้น เริ่มจากวัน คือต้องเป็นวันดี เช่น วันอธิบดี วันธงชัย ส่วนเดือนที่นิยมแต่งงานกัน ได้แก่ เดือน ๖ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๒ และเดือน ๔ แล้วแต่ความนิยมเชื่อถืออันซึ่งมีคติที่มาหลายนัย...

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่   goo.gl/CvUNus


วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดอกไม้ และ ผลไม้มงคลในงานแต่งงาน



ฤกษ์ยาม หรือ ของที่เป็นสิริมงคล อยู่คู่กับพิธีหรือประเพณีต่างๆ ของไทยมาอย่างช้านาน ซึ่งความเชื่อส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับความเป็นมงคลก็มาจากชื่อของวัตถุชิ้นนั้นๆ เช่น ดอกรักสื่อถึงความรัก จึงมักจะใช้ในพิธีมงคลสมรส ดอกเข็ม สื่อถึงปัญญาอันแหลมคม จึงมักใช้กันในพิธีไหว้ครู หรือจะเป็นความเชื่ออื่น เช่น นิยมปลูกขนุนไว้ในบ้านเพื่อให้ได้รับการเกื้อหนุนจุนเจือ เป็นต้น นอกจากนี้ความมีสิริมงคลยังรวมไปถึงลักษณะของวัตถุชิ้นนั้นๆ ด้วย เช่น อาหารที่เป็นเส้นที่นิยมทานกับในวันเกิด เพราะเส้นที่ต่อกันยาวหมายถึงอายุที่ยืนยาว หรือผลไม้รสหวานอย่างลำไยอันสื่อถึงความรักที่หวานชื่น จึงนิยมใช้กันในพิธีมงคลสมรส เป็นต้น
ด้วยความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ทำให้พิธีกรรมต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะพิธีอันเป็นมงคล มีการนำสิ่งของที่มีความหมายดีๆ หรือสิ่งของที่มีชื่ออันเป็นสิริมงคลมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งพิธีมงคลสมรสเป็นพิธีหนึ่งที่มีการใช้ของมงคลต่างๆ มากมายภายในงาน โดยเฉพาะความน่าสนใจของดอกไม้และผลไม้ต่างๆ ที่แฝงความหมายไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

ดอกไม้มงคล ดอกไม้นอกจากนิยมนำมาใช้ประดับในงานแต่งงาน เพื่อให้เกิดความสวยงามแล้ว ยังสื่อถึงความหมายดีๆ อันเป็นมงคลด้วย ดอกไม้มงคลที่นิยมใช้ในงานแต่งงาน มีมากมายหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดต่างก็ให้ความหมายอันเป็นมงคลมากมาย...

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ -> goo.gl/PLSHIJ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เสียงนางร้องไห้ในวังหลวง


ขบวนนางร้องไห้ในงานพระบรมศพ รัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ณ ท้องสนามหลวง

การแสดงออกซึ่งความโศกเศร้าอาลัย ต่อประยูรยาทที่ล่วงลับไปนั้น นับเป็นการระบายออกมาจากห้วงลึกแห่งความรู้สึกของจิตใจอย่างแท้จริงในรูปของคราบน้ำตา ซึ่งมีอยู่ในตัวของปุถุชนทั่วไปทุกเชื้อชาติศาสนา แต่ในขณะเดียวกันก็มีพิธีกรรมอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งดูเหมือนแปลก แต่เป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ในเกือบทุกประเทศนั้น นั่นก็คือการเสแสร้งร้องไห้และรำพึงรำพันต่อการล่วงลับของบุคคลสำคัญในแผ่นดิน เพียงเพื่อแสดงประกอบเกียรติยศตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณ ดังเช่น ประเพณี "นางร้องไห้" ของไทยที่จะนำเสนอต่อไปนี้

ประเพณีนางร้องไห้ นับเป็นพิธีเก่าแก่ที่ยึดถือปฏิบัติมานานตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ มีปรากฏให้พบเห็นอยู่ทั่วโลก เช่น จีน อินเดีย มอญ กรีก โรมัน ออสเตรเลีย และไทย ฯลฯ ท่านพระยาอนุมานราชธน นักปราชญ์ไทยคนสำคัญท่านหนึ่งได้กล่าาวถึงเรื่องนางร้องไห้ไว้ตอนหนึ่งว่า...

"โดยธรรมเนียมจีน เวลายกอาหารไปเซ่นศพ พวกลูกหลานจะร้องไห้สะอึกสะอื้นกันเป็นอย่างมาก ปากก็พร่ำรำพันถึงคุณงามความดีของผู้ตายอย่างเรื่อยเจื้อย"เกินกว่าร้องไห้อาลัยรักตามธรรมดา เพราะออกมาพ้นศพแล้วตามที่เคยเห็น ดูก็หายโศกเศร้าได้ทันที ตมธรรมเนียมอาหรับพอสิ้นใจ ตกเป็นหน้าที่ของผู้หญิงต้องร้องไห้รำพันว่า โอ้...ท่านของฉัน... โอ้...ที่พึ่งของฉัน... โอ้...เป็นเคราะห์กรรมของฉัน... และอะไรอื่นๆ ในอย่างนี้ ต้องร้องไห้อย่างนี้เป็นระยะเวลาตลอดคืน รุ่งขึ้นก็เอาศพไปฝัง ต่อจากวันฝังก็เป็นหน้าที่ของผู้หญิงจะต้องร้องไห้รำพันทุกวันพฤหัสบดีจนกว่าจะครบสามสัปดาห์จึงเลิกร้องไห้

...ประเพณีมอญก็มีพวกรับจ้างร้องไห้ เสียงร้องฟังโหยหวนจนเราอามาตั้งชื่อทำนองเพลงว่า มอญร้องไห้ ที่ต้องร้องไห้เป็นทำนองโอดครวญ เขาอ้างว่า ต้นเหตุมาแต่ครั้งพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงปาฏิหาริย์ให้พระบาททะลุออกมานอกโลง เพื่อให้พระมหากัสสปบูชา ฝ่ายพุทธบริษัทที่มิได้บรรลุพระอรหันต์ผล ร้องไห้กันระงม จึงสืบเป็นประเพณีมา เมื่อบิดามารดาหรือครูบาอาจารย์ตายไป ลูกหลานและศิษย์ต้องไปร้องไห้แสดงกตัญูกตเวที จึงเกิดมีผู้เชียวชาญร้องไห้รำพันรับจ้างร้องเป็นพิเศษ "

ในประเทศอินเดียก็มีผู้หญิงรับจ้างเป็นนางร้องไห้เช่นกัน เมื่อมีผู้ไปว่าจ้างร้องไห้ หญิงเหล่านี้ก็จะสวมใส่เสื้อผ้าฉีกขาด และสยายผมให้ยุ่งเหยิงดูไม่เป็นระเบียบ เมื่อมาถึงก็ห้อมล้อมศพแล้วแสร้งทำร้องไห้โหยหวนครวญครางไปพร้อม ๆ กัน จากนั้นก็รำพึงรำพันถึงความดีของผู้ตาย และแสดงความอาลัยอาวรณ์ในทำนองไม่น่าพลัดพรากด่วนจากไป โดยรำพึงรำพันซ้ำ ๆ อยู่เช่นนี้หลายครั้ง จนกว่าจะยกศพออกไปจึงจะได้รับค่าจ้างเป็นอันเสร็จพิธี ความจริงแล้วการเศร้าโศกร้องไห้ของบรรดาญาติมิตรในครอบครัวถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของทุกเชื้อชาติ แต่ที่เห็นว่าแปลก เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ก็เพราะว่ามีการว่าจ้างเหล่านารีมานั่งร้องไห้รำพึงรำพันเป็นพิธีกรรม

สำหรับประเพณีนางร้องไห้ของไทยนั้น นิยมกระทำกันเฉพาะในหมู่พระราชวงศ์ชั้นสูงระดับพระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี พระราชชนนี และพระมหาอุปราช (วังหน้า) ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดังที่ปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งได้ทรงบันทึกการจัดงานพิธีพระศพของสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระราชชนนีในรัชกาลที่ ๓ ไว้ตอนหนึ่งว่า...

"ณ วันพุธ เดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ ยกพระโกศเสด็จพระยานุมาศตั้งแห่เป็นขนาดกระบวนเครื่องสูง ประดับพร้อมเทวดาประณมมือถือดอกบัว ประณมเรียงเคียงพระโกศ สนั่นโสตสำเนียงเสียงนางร้องไห้ ประสานเสียงกลองประโคมก้องไตรภพ พระศพสมเด็จเสด็จสถิตมหาปราสาท "

นอกจากนี้ในหนังสือพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงกล่าวถึงเพลงกล่อมบทนางร้องไห้ในงานพระบรมศพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ไว้ว่า มีนางร้องไห้ร้องกลอม ๕ บท คือ เพลง
๑. พระยอดฟ้าสุเมรุทอง
๒. พระทูลกระหม่อมแก้ว
๓. พระร่มโพธิ์ทอง
๔. พระเสด็จผ่านพิภพแห่งใด ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไป
๕. พระเสด็จสู่สวรรค์ชั้นใด



เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ ในรัชกาลที่ ๕

จะสังเกตว่าในรัชกาลต่อๆ มา การขับกล่อมบทนางร้องไห้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้ง ๕ บท เพียงแต่มีการสลับบทร้องเท่านั้น ผู้ที่จะมาขับร้องกล่อมต้องเป็นผู้หญิงล้วนอันได้แก่ เจ้าจอม พระสนม นางกำนัล และผู้ที่ถวายตัว รวมทั้งมีต้นเสียงอีก ๔ คน โดยที่คัดเลือกจากผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะกังวาน เป็นผู้ร้องนำ ดังเช่นที่เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ ในรัชกาลที่ ๕ ได้หวนพิไรรำพันถึงครั้งอดีตในงานพระบรมศพของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไว้ตอนหนึ่งว่า งานพระบรมศพของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้น ต้นเสียงร้องมีอยู่ ๔ คน และท่านก็เป็นหนึ่งในจำนวน ๔ คนนั้น เมื่อต้นเสียงร้องแล้ว จะมีลูกคู่หญิงอีกราว ๘๐-๑๐๐ คน ทำหน้าที่ร้องรับ ร้องซ้ำๆกันหลายรอบ และจะต้องไปร้องกล่อมที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งเป็นที่ตั้งพระบรมศพ เนื้อร้องทั้งหมดมีอยู่ ๕ บทด้วยกัน ดังเช่นในรัชกาลก่อนๆที่ผ่านมา เพียงแต่มีสลับกันในบางบท ดังนี้

๑. พระร่มโพธิ์ทอง      พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย

๒. พระเสด็จไปสู่สวรรค์ชั้นใด     ละข้าพระบาทยุคลไว้   พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย

๓. พระยอดพระฟ้าสุเมรุทอง     พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย

๔. พระเสด็จผ่านพิภพแห่งใด     ข้าพระบาทจะตามเสด็จไป   พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย

๕. พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูนกระหม่อมแก้ว     พระพุทธเจ้าข้าเอย

ภายหลังเสร็จจากงานฉลองขึ้นพระที่นั่งอัมพรสถานในวันเดียวกันนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชทานกำไลทองเป็นของกำนัลพิเศษแก่ท่าน โดยเฉพาะ ที่ตัวกำไลนั้นทรงจารึกคำกลอนพระราชนิพนธ์ไว้อย่างไพเราะและมีความหมายลึกซ้งมาก ปรากฏดังนี้

กำไรมาศชาตินพคุณแท้     ไม่ปรวนแปรเปนอย่างอื่นย่อมยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที     จะร้ายดีขอให้เห็นเปนเสี่ยงทาย

ตาปูทองสองดอกตอกสลัก     ตรึงความรักรับไว้อย่าได้หาย
แม้นรักร่วมสวมไว้ให้ติดกาย     เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย ฯ

แหล่งข้อมูล

เว็บไซด์: oursiam.net

ประเพณีการแต่งงานไทย



คนไทยถือว่าการแต่งงานต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายและการ ที่จะไปขอลูกสาวใครแต่งงานต้องให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงยินยอม จึงต้องมีการทาบทาม สู่ขอ และหมั้นหมายกันไว้ก่อนที่จะมีการแต่งงานเกิด

เฒ่าแก่ทาบทาม
ในสมัยก่อนผู้หญิงผู้ชายไม่มีโอกาสคบหากันอย่างอิสระอย่างสมัยนี้ เมื่อชายต้องการแต่งงานกับลูกสาวบ้านไหนจึงต้องแต่งผู้ใหญ่ไปทาบทาม หากฝ่ายหญิงมีท่าทีไม่ไม่รังเกียจจึจะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขออีกครั้ง ในขั้นตอนนี้ฝ่ายหญิงอาจจะขอวันเดือนปีเกิดฝ่ายชายไปตรวจดู ถ้าไม่อยากสานสัมพันธ์กับฝ่ายขายด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะได้มีข้ออ้างว่าดวงไม่สมพงษ์กัน

ฤกษ์ยาม
ฤกษ์ยามที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานนี้มีตั้งแต่ฤกษ์ยก ขันหมาก สู่ขอ ฤกษ์หมั้น ฤกษ์รดน้ำ ส่งตัวและฤกษ์เรียงหมอนการหาฤกษ์จะดูทั้งวัน เดือน ปีที่สมพงษ์กับคู่แต่งงาน คนไทยนิยมแต่งงานเดือนคู่ตามปฏิทินจันทรคติ ยกเว้นเดือนสิบสองเพราะถือว่าเป็นฤดูที่สัตว์มีคู่ วันสิบสองค่ำทั้งข้างขึ้นข้างแรมโบราณห้ามแต่งเพราะถือว่าเป็น "วันจม" วันอังคารและวันเสาร์ถือว่าเป็น "วันแรง" วันพุธก็เป็นวันสุนัขนามไม่ดี วันพฤหัสบดีไม่เหมาะอีกเพราะในตำนานฮินดูนั้นลูกสาวพระพฤหัสบดีแต่งงานไป แล้วมีชู้ วันที่เหมาะจะแต่งงานคือวันศุกร์ เพราะมีเสียงพ้องกับ "สุข"
และถ้าได้วันที่เป็นอธิบดีและวันธงชัยก็ยิ่งดี แต่วันที่ดีเลิศนั้นมีไม่กี่วันในหนึ่งปี คู่ที่ไม่อยากรอนานจึงถือเอา "ฤกษ์สะดวก" คือ ปลอดจากฤกษ์ไม่ดีทั้งหลายเป็นพอ

สินสอด-ทองหมั้น
เมื่อสองฝ่ายเห็นชอบกันว่ามีการแต่งงานเกิดขึ้น ฝ่ายชายจะแต่งเฒ่าแก่สู่ขอไปเจรจากับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงถึงเรื่องสินสอดทอง หมั้นและกำหนดวันแต่งงาน สมัยก่อนผู้ชายเป็นผู้ปลูกเรือนหอบนที่ของฝ่ายหญิงตามธรรมเนียม "แต่งเขยเข้าบ้าน" ก็จะมีการตกลงเรื่องนี้กันด้วย

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ goo.gl/PLSHIJ